talkaboutxjapan

By HurryGoround Kiss
 
หึๆๆๆๆ
 
ถ้าซื้อหวยก็ถูกรางวัลที่ 1 แล้วล่ะ คือคุยกันเล่นๆกับคุณTualek ว่าWorld Tour ของ X JAPAN จะเริ่มตอนไหน อย่างไร เลยมโนหลังจากรวมข้อมูลประมวลในหัวว่าสปีดการทำงานของ โยชิกิ...เอ้ย X JAPAN จะได้เร็วสุดเมื่อไรคำตอบก็ออกมาทันทีว่าเร็วสุดก็คงหลังครึ่งปี 58 ไปแล้ว...
 
น่ะ..มโนเล่นๆ ขำๆ ดันไปตรงใจโยชิกิซะงั้น 5555555
 
ใช่แล้วค่ะ  X JAPAN กำลังจะมี World Tour ครั้งใหม่แน่นอนนนน โดยจากปากคำ...เอ้ยคำสัมภาษณ์ของโยชิกิที่ให้ไว้กับเว็บไซต์ hollywoodsoapbox.com พบว่า
 
 “We are aiming to finish the album by next spring, then release the album by next summer and start touring almost the same time. That could become earlier or little later, but that’s the plan at this moment.”
 
"พวกเรากำลังตั้งความหวังไว้ว่าจะทำอัลบั้มใหม่เสร็จในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า จากนั้นจะวางจำหน่ายในช่วงฤดูร้อนและจะเริ่มทัวร์คอนเสริต์ช่วงเดียวกัน ซึ่งอาจจะเกิดก่อนหรือหลังจากช่วงที่ว่าไปนิดหน่อยก็ได้ แต่นี่เป็นแผนที่วางไว้ในตอนนี้"
 
ตามบริบทญี่ปุ่น(และเมกาที่ไม่ได้ต่างกันนัก)ฤดูใบไม้ผลิที่โยชิกิว่าจะทำอัลบั้มให้เสร็จน่าจะคือ ช่วงระหว่างมีนาคม-พฤษภาคม โดยโยชิกิเสริมข้อมูลว่าอัลบั้มใหม่จะมีเพลงเป็นภาษาอังกฤษ 80-90% และที่เหลือ 10-20% เป็นภาษาญี่ปุ่น
 
(ถ้าพูดว่าอัลบั้มใหม่...ณ จุดนี้คาดหวังมากว่าอยากฟังเพลงใหม่อีกสัก1เพลงก็ยังดี ขอไม่ใช่แค่ IV, Without You , Jade, Born to be free, Beneath the Skin และ Hero...เอ๊ะนี่พูดมาก็ 5 แล้ว 555555555 )
 
ส่วนฤดูร้อนที่ว่าจะจำหน่ายอัลบั้มและเริ่มเวิลด์ทัวร์คอนเสิรต์ของ X JAPAN คือ ช่วง กรกฎาคม - สิงหาคม ประมาณนี้
 
ดังนั้นหากเชื่อตามโยชิกิ(เอ๊ะ...แล้วทำไมจะไม่เชื่อล่ะ! นั่นหัวหน้าวง  X  Japan พูดเองนะ 555) ก็จะมโนต่อได้ว่า หาก X JAPANจะมาทัวร์คอนเสริต์บ้านเราหรือแถวๆบ้านเราเร็วสุดก็คงไม่พ้นปลายปีแน่นอน 555
 
อย่างไรก็ตามในสัมภาษณ์เดียวกันนั้นโยชิกิได้พูดไว้อย่างน่าสนใจว่า หลัง X JAPAN ได้พักวงเมื่อเสร็จสิ้น World Tour ครั้งที่ผ่านมา(ตอนที่มาจบทัวร์คอนเสริต์ที่เมืองไทยด้วยการลุยน้ำท่วมเป็นเพื่อนแฟนเพลง อิอิ) สมาชิกวงทั้ง 4 คนจึงเห็นตรงกันว่าน่าจะจัดคอนเสริต์เพื่อประกาศการกลับมาอย่างเป็นที่กล่าวขวัญ ดังนั้นโยชิกิจึงเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ในการจัดคอนเสริต์ที่นิวยอร์กโดยโยชิกิพูดได้อย่างน่าสนใจว่า คอนเสริต์ที่นิวยอร์กนั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของบทใหม่ในเส้นทางดนตรีของ X JAPAN
 
(คืออออ โยชิกิอยากจัดคอนเสริต์ที่นิวยอร์กโดยเฉพาะที่ Madison Square garden มาโดยตลอดนะ ตั้งแต่ 2008 แล้ว แต่โยชิกิเคยเล่าไว้ว่าก็ที่ MSG นี่ไม่เคยว่างให้จัดสักทีก็เลยไม่ได้จัดจนมาถึงเมื่อตุลาคมนี้แหละ 555)
 
สังเกตุได้ว่าพักนี้โยชิกิจะเน้นมากว่า X Japan ไม่ได้มีแต่โยชิกิที่สำคัญ แต่ทุกคนในวงก็สำคัญมาก ในสัมภาษณ์นี้ก็เช่นกันโยชิกิให้ความสำคัญกับสมาชิกในวงมากทีเดียวและมั่นใจใน X  JAPANเป็นอันมาก

“We are in the best shape ever over our almost 35-some years of history,” he said. “We’re completely getting along. … I’m not sure about physically, but mentally we’re in the best shape ever.”

...คือขอแปลประมาณนี้นะ

"พวกเราค่อนข้างลงตัวมากมาถึงตอนนี้วงเราก็ตั้งมานานเกือบจะ 35ปีแล้ว ตอนนี้พวกเราเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ ผมไม่แน่ใจเรื่องสภาพร่างกายสักเท่าไรแต่เรื่องจิตใจพวกเราพร้อมกันเต็มที่"

และโยชิกิคงย้ำว่าคอนเสริต์ที่ MSG ไม่ได้สำคัญไปกว่าเป็นก้าวแรกของการเริ่มต้นใหม่
 
“I don’t know how many years I can be playing like that,” he said. “But at the same time, the Madison Square Garden show was not the goal. It was just another chapter. I don’t know how many chapters we have left, but we’re going to that next era of X Japan.”
 
"แม้นผมไม่รู้ว่าจะเล่นดนตรีแบบนี้ได้อีกสักกี่ปี แต่ขณะเดียวกันคอนเสริต์ที่ได้จัดที่Madison Square Gardenก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดที่เราวางไว้ นั่นเป็นเพียงแค่บทหนึ่งบนวิถีทางของเรา ผมไม่รู้ว่าเราได้ผ่านบทต่างๆบนเส้นทางของเรามาเท่าไรแล้ว แต่พวกเรากำลังก้าวไปสู่ยุคสมัยต่อไปของ X JAPAN "
 
("บท"ที่โยชิกิพูดถึงคืองี้ โยชิกิมักเปรียบเทียบชีวิตเป็นหนังสือ เช่นใน The Last song ก็มีพูดว่า 'จะขอยืนอยู่ไปจนดวงดาวลาลับขอบฟ้า และจึงจากไปก่อนเริ่มต้นเดินทางไปยังบทใหม่ของ(หนังสือ)ชีวิตนี้')
 
นอกจากพูดถึง X JAPANแล้วโยชิกิยังกล่าวถึงเพลงที่ตนแต่งไว้อย่างน่าสนใจมากๆ เนื้อเพลงที่โยชิกิแต่งมักไม่ค่อยพูดถึงเรื่องประมาณว่า ผมรักคุณหรือผมอยากอยู่เคียงข้างคุณ ทั้งนี้เพราะโยชิกิต้องการใส่เนื้อหาที่มากกว่าเรื่องธรรมดาๆเหล่านั้น
 
“I want to talk about more like life because when I was 10 years old, my father committed suicide,” Yoshiki said. “So I started thinking of life at such a young age. Why do we exist? What’s the reason we are living in this world?”
 
"ผมอยากพูดถึงอะไรที่มากกว่าอย่างเช่นเรื่องชีวิต นั่นเพราะเมื่อผมอายุได้ 10ขวบ พ่อผมก็ฆ่าตัวตาย ซึ่งทำให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่องชีวิตตั้งแต่ตอนนั้น เช่น ทำไมเราถึงยังมีชีวิต เพราะอะไรเราถึงอาศัยอยู่บนโลกนี้"

“The lyrics I write can be double meaning. People can take it, they can translate whatever they want. It’s kind of ambiguous sometimes. Yes, yeah, even though I write sad lyrics, somehow we put a positive message into it. Music saved me. Again, when I lost my father … all I was doing was just playing piano, playing drums. … So music saved me, so I want to somehow save people through music as well.”

นอกจากนี้โยชิกิยังเพิ่มเติมว่า "เนื้อเพลงที่ผมแต่งมักมี 2 ความหมาย ผู้ฟังสามารถรับรู้ได้โดยพวกเขาสามารถแปลความเป็นอย่างไรก็ได้ที่เขาต้องการ ซึ่งบางครั้งบางคราวมันก็เป็นอะไรที่สามารถแปลความได้มากกว่า 1 อย่าง แม้นอย่างตอนผมเขียนเพลงเศร้าๆ แต่เราก็มักจะใส่เนื้อความในแง่คิดบวกไว้ด้วย นั่นเพราะดนตรีช่วยชีวิตผมไว้ อย่างตอนที่พ่อผมเสียชีวิตผมก็เอาแต่เล่นเปียโนและกลองเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อดนตรีได้ช่วยผมไว้ ผมจึงอยากช่วยคนอื่นๆ ด้วยดนตรีเช่นเดียวกัน"

...และโยชิกิได้ช่วยชีวิตใครคนหนึ่งข้างกายไว้แล้วด้วยดนตรี... ;)...ทายซิเคยเอ่ยยยยยย

จริงๆในบทสัมภาษณ์มีเนื้อหาอีกพอควร แต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่รู้ที่ได้ยินกันบ่อยยยยยยแล้วจึงไม่แปลมาอ่ะนะ เช่น เรื่องมิตรภาพระหว่าง....(คงเติมคำในช่องว่างถูกนะ)ตอน 4 ขวบ หรือเรื่อง หนีตามกันมาทำวงที่โตเกียว

ยังไงก็สามารถเข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์เต็มได้ที่

http://www.hollywoodsoapbox.com/?p=12695
 
เห็นแบนเนอร์ในเฟสบุ้คโยชิกิสวยดีเลยเอามาแปะบ้าง 55
 
 
 
 
 
 
ปิดท้ายกันด้วย Hello Hello อันฟรุ้งฟริ้งSmile
 
 
และอย่างที่รู้