คือนี่เป็นบทแปลสิ่งที่โทชิเขียนเล่าถึงตอนที่โทชิบินไปพบโยชิกิที่ LA ครั้งแรกในรอบ 10 ปีเมื่อปี 2550(2007) ก่อนการรวมวงเป็นทางการ

บทความนี้โทชิเขียนในขณะที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของแก๊งค์มาซายะ แต่ที่เอามาลงเพราะบางอย่างพออ่านได้แล้วเรารู้สึกได้ถึงความจริงใจของโทชิ แต่ที่สำคัญคือเล่าได้ไปในทิศทางเดียวกันกับหนังสือโทชิและโยชิกิ โดยมีเป็นรายละเอียดบางอย่างที่ไม่ได้มีในบทแปลหนังสือโทชิที่คุณ Tualekแปลไว้

อย่างที่บอก บทความนี้โทชิเขียนระหว่างตกอยู่ในการควบคุมของมาซายะ ซึ่งโทชิย้ำว่าขณะนั้นเขาโดนบังคับให้พูดให้ทำหลายสิ่งดังนั้นบางข้อความจะ ฟังดูแย้งกับสิ่งที่คุณโทชิสารภาพไว้ในหนังสือของตนเอง เราไม่ได้ตัดออก แต่เราทำไฮไลท์ไว้เพื่อให้คนอ่านจะได้เห็นความขัดแย้งดังที่เราเห็นเมื่อกลับไปอ่านหนังสือโทชิอีกจะเข้าใจว่าโทชินั้นถูกบังคับอย่างไร

บทความนี้โทชิเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นและมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย (เราเลยแปลได้ไง555) ช่วงเวลาที่ออกบทความนี้นี่แฟน X ที่ยังคงรัก X อยู่มากนี่โคตรจะตื่นเต้นเลย(อ่านแล้วกรี๊ดสลบอ่ะเราเพราะเราและทั้งคุณ Tualekไม่คิดว่าจะมีวันที่ โทชิและโยชิกิจะญาติดีกันได้อีก)

......................................................................................

เพียงหนึ่งเพลง แทนคำพูดมากกว่าล้านคำ

โปรเจ็กใหม่ 21 มีนาคม 2550
เขียนโดยโทชิ

ผมมีโอกาสได้ไป L.A. เมื่อหลายวันที่ผ่านมา ผมได้พบเพื่อนเก่าที่สตูดิโอบันทึกเสียงของเขาระหว่างที่ผมอยู่ที่นั่น

ผมได้ไปเยี่ยมสตูดิโอนั้นหลังจากไม่ได้ไปมาเป็น 10 ปี มันใหญ่มาก และใหญ่กว่าเดิมเสียอีก และที่ทำให้ผมต้องประหลาดใจคืออุปกรณ์ในสตูดิโอนั้นยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเดิมอีก บางทีที่นี่อาจจะเป็นสตูดิโอคุณภาพยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็ได้! ผมยินดีมากที่สถานที่นี้ก็เป็นเหมือนกับ...เขา

ผมได้ฟังเพลงที่สร้างสรรค์โดยเพื่อนของผมที่สตูดิโอซึ่งยอดเยี่ยมี่สุดในโลกนี้ พวกเรามีเพื่อนสนิทของเราคนหนึ่งที่เสียชีวิตไป

เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว และบทเพลงนี้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ด้วยความเสียใจ หัวใจที่แหลกสลายและความสิ้นหวัง เขาเล่าว่าเขานั่งลงเขียนมันขึ้นหลังจากความตายของเพื่อนเราเพียงไม่กี่วัน

เพลงนั้น...มันช่างเป็นเพลงบัลลาดที่แต่งได้อย่างมีเอกลักษณ์ตามสไตล์ของเขาเสียจริงๆ ด้วยความเศร้า และท่อนเริ่มสั้นได้ ด้วยเปียโนสอดประสานกันกับเมโลดี้อันงดงามของเครื่องสายและที่มากไปจากนั้นคือเสียงนักร้องชายที่ร้องไกด์ไว้ชั่วคราว
...ผมไม่อาจหยุดร้องไห้เมื่อได้ฟังเพลงนี้ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งจากก้นบึ้งในจิตใจของผมว่ามันจะถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก

ผมร้องเพลงนี้ร่วมกับเสียงเปียโนที่บรรเลงโดยเพื่อนของผม เพราะเขาพูดว่าเขาต้องการให้ผมร้อง เขาได้แสดงให้ผมเห็นถึงเมโลดี้ที่สร้างสรรค์อย่างประณีตบรรจงทุกตัวโน้ตและผมจึงถอดแบบออกมาเป็นการร้องที่เหมือนกับท่วงทำนองเหล่านั้นทุกประการ
...'คำ' จึงกลายเป็นเพลงสอดประสานกับเมโลดี้และท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา

เขาเลือกคีย์เสียงแก่ผมได้อย่างเหมาะสม และพูดว่า "หากโทชิร้องด้วยคีย์เสียงที่ร้องได้ยากขึ้น มันจะดีกว่าที่จะร้องในคีย์เสียงที่โทชิคล่องปาก และร้องได้สบายแน่นอน"

ผมพยายามร้องเพลงไปจนจบ และน้ำตาก็ไหลออกอีกครั้ง

"เพลงเพียงเพลงเดียว มากกว่าคำพูดเป็นล้านคำเสียอีก" เพื่อนเก่าของผมคนนี้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ดูเหมือนว่าภายใต้แว่นตานั้นเขาก็ร้องไห้ด้วยเช่นกัน

มันเป็นช่วงเวลาที่เราทั้งสองได้สัมผัสถึงแก่นแท้ของกันและกัน ไม่ต้องมีคำพูดใดๆให้มากความ เพียงเพลงเดียวเชื่อมโยงเราทั้งสองไว้อีกครั้ง บางที...เพื่อนรักที่จากเราไปคนนั้นช่วยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น  เราทั้งสองเติบโตขึ้นพร้อมกัน...เป็นเพื่อนกันมากว่า 37 ปี แล้วเราก็อยู่ด้วยกันเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทว่าเป็นตัวผมเองที่เหนื่อยหน่ายกับการบุกตลาดโลกและได้บอกแก่เขาว่าผมจะจากมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
...ผมอยากจะร้องเพลงเพื่อเยียวยาด้วงใจที่หดหู่อ้างว้างของตัวผมเองและของผู้อื่น และผมได้เดินทางไปทั่วญี่ปุ่นกว่า 10ปี ได้พบกับเด็ก คนชราเป็นร้อยเป็นพัน และพบผู้คนอีกเป็นจำนวนมหาศาล และได้ร้องเพลงแก่พวกเขา เกือบ 10ปีแล้วที่ผมได้ร้องเพลงอย่างจริงใจ ด้วยน้ำตา และได้เรียนรู้ด้วยตัวผมเอง จากรากอันเป็นประสบการณ์แสนวิเศษนี้ ผมจึงอยากจะส่งบทเพลงนี้ที่ถ่ายทอดจากชีวิตที่เติบโตขึ้นจากความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียเพื่อนที่ร่วมทางของเราไป

โปรเจ็กส์ใหม่นี้จะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า ด้วยเพลงเพลงหนึ่งที่สามารถบอกกล่าวได้มากกว่าคำพูดล้านคำ
               

แปลจาก บทความในเว็บไซต์ http://www.xrdnet.com/xjapan/iv_newproject.htm

 

By  HurryGoround

Comment

Comment:

Tweet